โมเดิร์นฟอร์ม เข้าร่วม ร่วมทุน “อิโตกิ” ประทุโรงงานในพม่า สิ้นปีได้ข้อสรุป คาดใน 3 ปีรายได้ต่างประเทศเพิ่ม 10%

โมเดิร์นฟอร์ม จับมือญี่ปุ่นบุกพม่า

โมเดิร์นฟอร์ม จับมือญี่ปุ่นบุกพม่า

โมเดิร์นฟอร์มสบช่อง ร่วมทุน “อิโตกิ” ผุดโรงงานในพม่า สิ้นปีได้ข้อสรุป หวังใน 3 ปีรายได้ต่างประเทศเพิ่ม 10%

นายทักษะ บุษยโภคะ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.โมเดิร์นฟอร์มกรุ๊ป เปิดใจว่า  โมเดิร์นฟอร์ม ร่วมทุน อิโตกิ  ผุดโรงงานในพม่า มีแผนขยายฐานการผลิตในประ เทศ โดยเฉพาะในตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงถ้าธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์มีการชะลอตัว ซึ่งในปัจจุบันบริษัทมีการจำหน่ายผ่านโครงการ 80% พร้อมด้วยธุรกิจค้าปลีก 20% นอกจากนี้บริษัทจะมีการขยายธุรกิจค้าปลีกรูปแบบใหม่ สเปเชียลตี้สโตร์ มีสินค้าเฉพาะอย่างเหมาะในแต่ละทำเล ซึ่งมีแผนจะเปิด 4-5 แห่งก่อนในปีหน้า จะใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 20 ล้านบาท

โมเดิร์นฟอร์ม ร่วมทุน อิโตกิ ผุดโรงงานในพม่า สำหรับการขยายการผลิต ในต่างประเทศนั้น บริษัทเข้าไปตั้งโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ใน ย่างกุ้ง ประเทศพม่า เนื้อที่ประ มาณ 10 ไร่ คาดหวังใช้เงินทุนกว่า 10 ล้านบาท เว้นเสียแต่ร่วมทุนสร้างโรงงานในพม่าแล้ว ยังขยาย ความร่วมมือในการทำตลาด โดย การนำสินค้าเฟอร์นิเจอร์ไปจำ หน่ายที่ญี่ปุ่น พร้อมกับนำสินค้าของ อิโตกิมาขายในเมืองไทย โดยรูปแบบความร่วมมือจะเป็นทั้ง การนำสินค้าโมเดิร์นฟอร์มไปจำ หน่ายที่ญี่ปุ่น หรือว่านำเฟอร์นิเจอร์จากญี่ปุ่นมาจำหน่ายในไทย

“บริษัท โมเดิร์นฟอร์ม ร่วมทุน อิโตกิ  ซึ่งเป็นบริษัท ท็อปทรีด้านเฟอร์นิเจอร์ของประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปได้ภายในสิ้นปี 2557 โดยมีสัดส่วนการร่วมทุนที่ 50:50% เพราะว่ามั่นใจว่าในต้นปี 2558 จะสามารถจัดตั้งพร้อมกับจดทะเบียนบริษัทได้” นายทักษะกล่าว

นายทักษะกล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้ด้วยว่าขยายตลาดทั้งในประเทศพร้อมกับต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดสำนักงานในเมืองไทยมากกว่า 4,000 ราย หมายรวมถึงรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่าง กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม นอกจากนั้นมีแผนนำบริษัทดังกล่าวเข้าไปร่วมดำเนินธุรกิจกับคู่ค้าในอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งหมายว่าในปี 2557 นี้มีรายได้เติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15% หรือ 4,000 ล้านบาท พร้อมด้วยภายใน 3 ปีรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 10% ของรายได้รวม” นายทักษะกล่าว

“เรียลแอสเสท” เตรียมโปรฯ เต็มแม็ก ส่งเสริมยอด The Stage เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ไฮไรส์คอนโดฯ ก่อนสิ้นปี

เรียลแอสเสท” จัดโปรฯ เต็มแม็ก กระตุ้นยอด The Stage เตาปูน อินเตอร์เชนจ์

เรียลแอสเสท” จัดโปรฯ เต็มแม็ก กระตุ้นยอด The Stage เตาปูน อินเตอร์เชนจ์

เรียลแอสเสทฯ โหมโปรโมชันเพื่อมอบของขวัญให้ลูกค้าที่สนใจคอนโดฯ เกาะแนวรถไฟฟ้า กับโครงการ  เดอะ สเตจ เตาปูน อินเตอร์เชนจ์  ไฮไรส์คอนโดฯ  โครงการแรกของบริษัทฯ ประสงค์ยอดขายจากโครงการนี้ 1,000 ล้านบาท ก่อนสิ้นปี

นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม กับโฮมออฟฟิศ กล่าวว่า เดอะ สเตจ ไฮไรส์คอนโดฯ โครงการแรกของบริษัทฯ เพราะว่าโครงการนี้มีความโดดเด่นด้านทำเลเป็นสำคัญ คือ ใกล้ Mass Transit บรรยากาศภายในย้ำความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวโครงการมาจนปัจจุบัน เราสามารถสร้างยอดขายไปได้แล้วกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเพื่อให้บรรลุยอดขาย 1,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี ทางบริษัทฯ จึงขอส่งโปรโมชันสำหรับกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 2 ล้านต้นๆ พร้อมด้วยผ่อนเริ่มต้น 5,000 บาท/เดือน พร้อมรับส่วนลดมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยโปรโมชันดังกล่าวจะมอบให้ลูกค้าที่สนใจในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ณ โครงการ เดอะ สเตจ เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์

เดอะ สเตจ เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ตั้งอยู่บนถนนประชาราษฎร์สาย 2 มีมูลค่าโครงการกว่า 2,400 ล้านบาท แนวคิดในการออกแบบ คือ การผสมผสานความงดงามของไม้ พร้อมด้วยความอ่อนโยนโดยสายน้ำมาถือเอาประโยชน์ โดยดึงคุณลักษณะของไม้ (Character of wood) มาจัดวางในระนาบที่แตกต่าง พร้อมด้วยนำสายน้ำมาใช้เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว ดุจนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีพื้นที่โครงการทั้งหมดประมาณ 3-3-84.9 ไร่ ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีเตาปูน อินเตอร์เชนจ์ แทบ 400 เมตร เป็นอาคารสูง 1 อาคาร จำนวน 36 ชั้น 773 ยูนิต พร้อมด้วยชอปเฮาส์ จำนวน 4 ชอป เริ่มต้นห้องด้วยขนาดสตูดิโอขนาด 26.3 ตร.ม., 32.2 ตร.ม. พร้อมด้วยแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 56.1 ตร.ม. พร้อมด้วย 61.4 ตร.ม. ลิฟต์โดยสาร 4 ตัว และลิฟต์สำหรับขนส่งอีก 1 ตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องฟิตเนส ห้องอ่านหนังสือ สระว่ายน้ำ แบบ Infinity Edge ยาว 25 เมตร ห้องเซาน่า พร้อมทั้งห้องซักรีดส่วนกลาง

“เสนาฯ” บุกเปิดโปรเจตก์ใหม่ปีหน้า 10 โครงการ หมายออกหุ้นกู้พันล้านล็อกต้นทุน

“เสนาฯ” ลุยเปิดโปรเจตก์ใหม่ปีหน้า 10 โครงการ

“เสนาฯ” ลุยเปิดโปรเจตก์ใหม่ปีหน้า 10 โครงการ

“เสนาฯ” ขยับการลงทุนปี 58 ตอบรับแนวโน้มกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว  ตั้งเป้าผุด 10 โครงการใหม่  มูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท หวังรายได้พร้อมทั้งยอดขายปี 58 สูงขึ้นกว่าปี 57 แสดงได้อานิสงส์รับรู้รายได้พิเศษจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปส์อีก 3% ต่อปี สบช่องดอกเบี้ยขาลง เล็งออกหุ้นกู้ 1,000 ล้านบาท ล็อกต้นทุน

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือไม่ SENA กล่าวถึงทิศทางธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทในปี 2558 ว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานตั้งเป้ารายได้ไว้ประมาณ 3,500-4,000 ล้านบาท สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 57 ที่วางรายได้ไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 9 โครงการ มีมูลค่ายอดขายรอรับรู้รายได้ 800 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่ายอดขายรอโอนในปัจจุบันที่ 1,890 ล้านบาท แบ่งเป็นการรับรู้รายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จำนวน 1,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะมีการทยอยรับรู้ไปถึงปี 2559

ในส่วนของยอดขายบริษัทมุ่งมั่น 3,500 ล้านบาท มากกว่าปีนี้ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีการพิจารณาถึงความโอนเอียงกำลังซื้อเริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้าจากสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มดีขึ้น กับมีแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่ม 10 โครงการ มูลค่ารวม 8,000-9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 5 โครงการ พร้อมกับโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ ช่วงปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าโครงการเหลือขายอีก 4,480 ล้านบาท

นายสุธรรม โอฬารกิจอนันต์ ผู้อำนวยการจัดสรรเงินทุนและการลงทุน บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ฯ กล่าวเสริมว่า ในปี 58  ตั้งเป้าผุด 10 โครงการใหม่  บริษัทประมาณว่าจะมีอัตรากำไรเพิ่มสูงกว่า 15% ด้วยเหตุที่ในปีหน้าจะมีการรับรู้กำไรพิเศษจากจำหน่ายไฟฟ้าของโครงการโซลาร์รูฟท็อปส์ 750 กิโลวัตต์ ในช่วงไตรมาส 2 โดยจะมีกำไรพิเศษเข้ามาราว 6 ล้านบาทต่อปี เช่นนี้โครงการโซลาร์รูฟท็อปส์ 750 กิโลวัตต์ บริษัทได้ใช้พื้นที่หลังคาโกดังเป็นบริษัทที่ซอยสุขุมวิท 50 จำนวน 75% เพื่อพื้นที่หลังคา 16,000 ตารางเมตร ติดตั้งแผงโซลาร์ เพราะว่าบริษัทได้ทำสัญญาการจำหน่ายไฟฟ้าต่อการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นระยะเวลา 25 ปี

“ช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า เราก็จะมีการรับรู้รายได้จากการขายไฟเข้ามาช่วยหนุนอัตรากำไรสุทธิให้ยิ่งขึ้น ก็ประมาณว่าจะสูงกว่า 15% ด้วยมีกำไรเพิ่มเข้ามาปีละ 6 ล้านบาท ก็ช่วยเพิ่มอัตรากำไรสุทธิได้ราวๆ 3% ต่อปี แต่ปีหน้าคงไม่ถึง 6 ล้านบาท ด้วยเหตุว่าขายไฟไม่เต็มปี ถ้าเป็นภาพรวมปีหน้าอัตรากำไรก็คงมากกว่าปีนี้ ที่ 9 เดือนเรามีอัตรากำไรสุทิอยู่ที่ 14.76% ก็เป็นระดับที่สูงกว่าสิ้นปีก่อนที่ 13%” นายสุธรรม กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนการซื้อที่ดิน เพราะเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เพราะด้วยการซื้อที่ดินใหม่เพราะว่ารองรับการพัฒนาโครงการในอนาคต พร้อมด้วยยังมีการวางแผนที่จะออกหุ้นกู้ระยะยาว 2-3 ปี มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 หลังจากบริษัทได้ทำการจัดอันดับเรตติ้งกับทริสเรทติ้ง ซึ่งหุ้นกู้ของบริษัทได้ถูกจัดอันดับให้อยู่ในระดับ B- เช่นนี้ การออกหุ้นกู้ระยาวในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้านั้น บริษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ได้มาไว้ใช้สำหรับการซื้อที่ดิน การพัฒนาโครงการ การใช้คืนเงินกู้สถาบันการเงิน พร้อมด้วยการใช้คืนตั๋วแลกเงินระยะสั้น

ตั้งเป้าผุด 10 โครงการใหม่ เพราะด้วยผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คาดการณ์ว่ารายได้ พร้อมด้วยกำไรจะโตสม่ำเสมอจากไตรมาส 3 ซึ่งปรับตัวขึ้นโดยมีรายได้รวม 688.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 199.29 ล้านบาท หรือไม่คิดเป็น 41% พร้อมกับกำไรสุทธิ 120.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.85 ล้านบาท หรือว่าคิดเป็น 99% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ถึงอย่างไร บริษัทมั่นใจรายได้ในปีนี้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้

PPS แจ้งก่อสร้างปลายปียังซึมหลัง ศก.-เมกะโปรเจกต์ยังไม่ชัด หมายไตรมาส 2 ปี 58 ตลาดเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง

pps

pps

ธุรกิจก่อสร้างปลายปียังนิ่ง เอกชนรออยู่ความชัดเจนเศรษฐกิจ นโยบายเมกะโปรเจกต์ที่เป็นรูปธรรม คาดไตรมาส 2 ปี 58 ตลาดเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง  PPS แจ้งก่อสร้างปลายปียังซึม  เดินหน้าเตรียมความพร้อมรับงานขนาดใหญ่ นำเสนองานใหม่ต่อเนื่องนึกหวังโกยงานปีหน้า ระบุงานออกแบบในประเทศขันแข่งสูง ตอกย้ำรับงานต่างประเทศแทน

นายธัช ธงภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS) ผู้ดำเนินธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาบริหารโครงการก่อสร้าง และงานออกแบบด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจก่อสร้างในช่วงเวลาปลายปี 2557 ติดต่อกันทั้งที่ไตรมาสแรกปี 58 จะยังทรงตัวในระดับเดียวกับช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทเอกชนยังคงชะลอแผนการลงทุน สำหรับรอดูแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศ รวมทั้งการจับตาดูว่า การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่สำหรับภาครัฐจะมีความชัดเจน และเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหน ส่งผลให้การลงทุนโครงการก่อสร้างในภาคธุรกิจต่างๆ มีการชะลอตัวตามปัจจัยดังกล่าว

“งานก่อสร้างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพราะส่วนมากหมายถึงงานโครงการเก่าที่มีการดำเนินการ ไม่ใช่หรือเปิดขายไปในยุคสมัยก่อนหน้านี้แล้ว เพราะว่าโครงการส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคธุรกิจค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมยังไม่มีโครงการใหม่ทยอยออกมามากนัก  PPS แจ้งก่อสร้างปลายปียังซึม เนื่องมาจากเจ้าของโครงการเกือบทุกภาคธุรกิจยังต้องการรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์โดยภาครัฐที่เป็นรูปธรรม เพราะเช่นนั้น งานโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการในภาคเอกชนกำลังอยู่ในขั้นการวางเเผนพร้อมด้วยออกเเบบ ซึ่งเก็งว่าภายในช่วงไตรมาสสองปี 58 น่าจะโหมโรงมีการดำเนินการก่อสร้างโครงการ พร้อมทั้งเป็นปัจจัยผลักดันให้ธุรกิจก่อสร้างกลับมาคึกคักอีกครั้งตามที่หลายฝ่ายทำนาย” นายธัช เสนอ

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ด้วยรองรับงานที่จะกำเนิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการหาพันธมิตรทางธุรกิจ การเพิ่มความเชี่ยวชาญพิเศษให้บุคลากร การเพิ่มศักยภาพในการเข้ารับงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีการยกตัวอย่างงานบริหารโครงการใหม่ของภาคเอกชนอย่างสืบไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคืองานโครงการในกลุ่มค้าปลีก สำนักงาน กับคอนโดมิเนียมที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการในปี 2558

ส่วนงานด้านออกแบบด้านวิศวกรรม พร้อมด้วยสถาปัตยกรรมในปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งนี้เพราะมีงานโครงการขนาดใหญ่ออกมาน้อย  PPS แจ้งก่อสร้างปลายปียังซึม  ส่งผลลัพธ์ให้บริษัทออกแบบต่างๆ ต้องเข้ารับงานที่มีออกมาทุกประเภท ซึ่งบริษัทยังคงมุ่งเน้นการเข้ารับงานออกแบบโครงการในต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะมีความต่อเนื่องของงาน กับมีโอกาสในการเข้ารับงานสูงกว่า เเละมีความกดดันด้านราคาการให้บริการแย่ เพราะล่าสุด บริษัทมีการรับรู้รายได้จากงานออกแบบในประเทศเคนยา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.5 ล้านบาท

JSP เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้ประชาชน IPO 2.60 บาท เปิดให้จองระหว่างวันที่ 10-12 พ.ย.นี้

JSP เคาะราคา IPO 2.60 บาท เปิดจอง 10-12 พ.ย.นี้ พร้อมเข้าเทรดเอ็มเอไอ

JSP เคาะราคา IPO 2.60 บาท เปิดจอง 10-12 พ.ย.นี้ พร้อมเข้าเทรดเอ็มเอไอ

ผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์แนวราบพร้อมทั้งที่อยู่อาศัย  เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้  เปิดเผยราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้ประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวน 1,200 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 2.60 บาท พร้อมสรรพเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 10 -12 พ.ย.นี้ ก่อนเดินหน้าเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันที่ 19 พ.ย. โดยแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กับ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หมายถึงผู้จัดการการจัดจำหน่ายพร้อมกับรับประกันการจำหน่ายหุ้น กับผู้ร่วมจัดจำหน่ายอีก 7 แห่ง กับมั่นใจจะได้รับการตอบที่ดีจากนักลงทุน ด้วยว่าปัจจัยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ผลการดำเนินงานเติบโตไม่ขาดระยะ

เช่นนี้  เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้  ได้ลงนามสัญญาแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กับบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) เพราะด้วยทำหน้าที่เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายพร้อมกับรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน พร้อมด้วยผู้ร่วมจัดจำหน่ายอีก 7 แห่ง ประกอบไปด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ,บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด ,บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ,บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป จำกัด (มหาชน) ,บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ,บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

นายนิมิต วงศ์จริยกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายพร้อมกับรับประกันการจำหน่ายหุ้น กล่าวว่า การกำหนดราคาขายหุ้น JSP ที่ระดับ 2.60บาทต่อหุ้น ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน ซึ่ง JSP เป็นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีอัตราการเติบโตอย่างไม่ขาดระยะ ซึ่งจากการเดินสายนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนที่หาดใหญ่ ขอนแก่น เชียงใหม่ กับกรุงเทพ มีนักลงทุนสนใจเข้ามาร่วมรับฟังข้อมูลรวมกันกว่า 1,200 คน ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดีมาก จึงทำให้มั่นใจว่าหุ้น JSP จะได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ทันทีที่เปิดให้จองซื้อในระหว่างวันที่ 10-12 พฤศจิกายนนี้นี้ และคาดการณ์ว่าจะสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ และไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวังอย่างแน่นอน

นายไพฑูรย์ ธำรงกิตติคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินพร้อมด้วยผู้จัดกาการจัดจำหน่ายพร้อมทั้งรับประกันการจำหน่ายหุ้น กล่าวว่า มั่นใจว่าหุ้น IPO ด้วย เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างแน่นอน เนื่องแต่ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัท ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์พร้อมกับความเชี่ยวชาญในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์แนวราบและที่อยู่อาศัย นอกจากนั้นเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนที่จะนำมาใช้ในการขยายธุรกิจพร้อมด้วยเป็นเงินทุนหมุนเวียนนั้น จะทำให้บริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ซึ่งถือว่าคุ้มค่าสำหรับถือลงทุนเพื่อที่จะหวังผลในอนาคต

“เสนาฯ” บุกไปเปิดโปรเจกต์ใหม่ปีหน้า 10 โครงการ เล็งออกหุ้นกู้พันล้านล็อกต้นทุน

“เสนาฯ” ลุยเปิดโปรเจตก์ใหม่ปีหน้า 10 โครงการ

“เสนาฯ” ลุยเปิดโปรเจตก์ใหม่ปีหน้า 10 โครงการ

ขยับการลงทุนปี 58 เสนาฯ เปิดโปรเจกต์ใหม่ 10 โครงการ รองรับแนวโน้มกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว ตั้งเป้าหมายผุด 10 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท คาดคะเนรายได้พร้อมด้วยยอดขายปี 58 สูงขึ้นกว่าปี 57 เปรยได้อานิสงส์รับรู้รายได้พิเศษจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปส์อีก 3% ต่อปี สบช่องดอกเบี้ยขาลง เล็งออกหุ้นกู้ 1,000 ล้านบาท ล็อกต้นทุน

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA กล่าวถึงทิศทางธุรกิจด้วยบริษัทในปี 2558 ว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ประมาณ 3,500-4,000 ล้านบาท สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 57 ที่วางรายได้ไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 9 โครงการ มีมูลค่ายอดขายรอรับรู้รายได้ 800 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่ายอดขายรอโอนในปัจจุบันที่ 1,890 ล้านบาท แบ่งเป็นการรับรู้รายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จำนวน 1,000 ล้านบาท กับส่วนที่เหลือจะมีการทยอยรับรู้ไปถึงปี 2559

ในส่วนของยอดขายบริษัทมุ่งมั่น 3,500 ล้านบาท มากกว่าปีนี้ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีการพิจารณาถึงความโน้มเอียงกำลังซื้อเริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้าจากสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มดีขึ้น กับมีแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่ม 10 โครงการ มูลค่ารวม 8,000-9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 5 โครงการ พร้อมทั้งโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ ยุคปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าโครงการเหลือขายอีก 4,480 ล้านบาท

นายสุธรรม โอฬารกิจอนันต์ ผู้อำนวยการจัดสรรเงินทุนพร้อมกับการลงทุน บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ฯ กล่าวเสริมว่า ในปี 58 เสนาฯ เปิดโปรเจกต์ใหม่ 10 โครงการ หวังว่าจะมีอัตรากำไรเพิ่มสูงกว่า 15% เนื่องมาจากในปีหน้าจะมีการรับรู้กำไรพิเศษจากจำหน่ายไฟฟ้าของโครงการโซลาร์รูฟท็อปส์ 750 กิโลวัตต์ ในช่วงไตรมาส 2 เพราะว่าจะมีกำไรพิเศษเข้ามาราว 6 ล้านบาทต่อปี เช่นนี้โครงการโซลาร์รูฟท็อปส์ 750 กิโลวัตต์ บริษัทได้ใช้พื้นที่หลังคาโกดังเกี่ยวกับบริษัทที่ซอยสุขุมวิท 50 จำนวน 75% ด้วยพื้นที่หลังคา 16,000 ตารางเมตร ติดตั้งแผงโซลาร์ เพราะว่าบริษัทได้ทำสัญญาการจำหน่ายไฟฟ้าต่อการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นระยะเวลา 25 ปี

“ช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า เราก็จะมีการรับรู้รายได้จากการขายไฟเข้ามาช่วยหนุนอัตรากำไรสุทธิให้เพิ่ม ก็คาดเดาว่าจะสูงกว่า 15% เพราะว่ามีกำไรเพิ่มเข้ามาปีละ 6 ล้านบาท ก็ช่วยเพิ่มอัตรากำไรสุทธิได้ราวๆ 3% ต่อปี แต่ปีหน้าคงไม่ถึง 6 ล้านบาท เนื่องมาจากขายไฟไม่เต็มปี ถ้าเป็นภาพรวมปีหน้าอัตรากำไรก็คงมากกว่าปีนี้ ที่ 9 เดือนเรามีอัตรากำไรสุทิอยู่ที่ 14.76% ก็เป็นระดับที่สูงกว่าสิ้นปีก่อนที่ 13%” นายสุธรรม กล่าว

นอกจากนี้ เสนาฯ เปิดโปรเจกต์ใหม่ 10 โครงการ มีแผนการซื้อที่ดิน โดยเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เพราะการซื้อที่ดินใหม่เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในอนาคต พร้อมด้วยยังมีการวางแผนที่จะออกหุ้นกู้ระยะยาว 2-3 ปี มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 หลังจากบริษัทได้ทำการจัดอันดับเรตติ้งกับทริสเรทติ้ง ซึ่งหุ้นกู้ของบริษัทได้ถูกจัดอันดับให้อยู่ในระดับ B- เช่นนี้ การออกหุ้นกู้ระยาวในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้านั้น บริษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ได้มาไว้ใช้สำหรับการซื้อที่ดิน การพัฒนาโครงการ การใช้คืนเงินกู้สถาบันการเงิน และการใช้คืนตั๋วแลกเงินระยะสั้น

เกี่ยวกับผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้  เสนาฯ เปิดโปรเจกต์ใหม่ 10 โครงการ คาดหมายว่ารายได้ พร้อมกับกำไรจะโตสืบเนื่องจากไตรมาส 3 ซึ่งปรับตัวขึ้นโดยมีรายได้รวม 688.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 199.29 ล้านบาท หรือคิดเป็น 41% พร้อมกับกำไรสุทธิ 120.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.85 ล้านบาท ไม่ก็คิดเป็น 99% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ถึงกระนั้นก็ตาม บริษัทมั่นใจรายได้ในปีนี้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้

 

“ตราเพชร” มองตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาส 4 เริ่มฟื้นตัว คาดหมายลูกค้าโครงการสนับสนุนรายได้เติบโต

DRT มองตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาส 4 เริ่มฟื้นตัว

DRT มองตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาส 4 เริ่มฟื้นตัว

” DRT ”  มองสัญญาณตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาส 4 เริ่มฟื้นในตัวทิศทางที่ดี หลังห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ ตราเพชร โหมอัดแคมเปญโน้มน้าวตลาดปลุกกำลังซื้อ เพิ่มกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เร่งผุดโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่ม ชูจุดแข็งด้านเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่าย พร้อมกับสินค้าที่มีความหลากหลาย รอจังหวะการลงทุนภาครัฐปลุกเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ในปี 2558 ประสงค์เก็บเกี่ยวยอดขายปรับตัวสูงขึ้น

นายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการสายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ แผ่นบอร์ด อิฐมวลเบา กับบริการหลังการขาย ภายใต้แบรนด์ ตราเพชร เปิดว่า ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เริ่มมีสัญญาณในทิศทางที่เป็นบวกจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อของลูกค้าที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น หลัง 9 เดือนแรกตลาดวัสดุก่อสร้างอยู่ในภาวะชะลอตัวลง

 

เช่นนี้ ปัจจัยการฟื้นตัวดังกล่าวมาจากกลุ่มผู้ประกอบการห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ทุกรายต่างโหมทำแคมเปญกิจกรรมการตลาดเพราะกระตุ้นยอดขายอย่างไม่ขาดสาย ประกอบกับกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อ ตราเพชร ที่มีจุดแข็งด้านเครือข่ายช่องทางการจำหน่าย ซึ่งครอบคลุมทั้งช่องทางขายห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ กับกลุ่มลูกค้าโครงการ จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวดังกล่าว โดยพบว่า กลุ่มลูกค้าโครงการมียอดขายที่ดีขึ้นเนื่องจากบริษัทฯ มีการนำเสนอโซลูชันที่พร้อมด้วยสินค้าพร้อมด้วยบริการเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

“เราเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกเพื่อตลาดวัสดุก่อสร้างในไตรมาส 4 ที่ทยอยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นที่จะส่งผลดีต่อความต้องการสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างที่มีมากขึ้น เพราะว่าเราประเมินว่ากลุ่มลูกค้าโครงการจะเป็นพระเอกที่ทำรายได้ให้แก่ ตราเพชร เพิ่ม เนื่องจากขีดความสามารถการแข่งขันจากความพร้อมของสินค้าพร้อมด้วยบริการที่ดี เป็นผลให้สัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าโครงการของ ตราเพชร ในปีนี้เพิ่มเป็น 13-14% จากเดิมที่มี 8-9% จากรายได้รวมปีนี้ 4,000 ล้านบาท” นายสาธิต กล่าว

นายสาธิต กล่าวว่า ส่วนภาพรวมในปี 2558 เชื่อว่าจะดีขึ้นสม่ำเสมอ หลังภาครัฐมีการขับเคลื่อนนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกับผลักดันให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้ดีขึ้น จึงเป็นโอกาสของ ตราเพชร ที่มีจุดแข็งด้านช่องทางการขายพร้อมด้วยสินค้าที่มีความหลากหลาย จะสามารถเก็บเกี่ยวรายได้กับกำไรที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4-5% ได้.

อนึ่ง ในงวดไตรมาส 3 กับงวด 9 เดือน ของปี 57 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 48.78 ล้านบาท พร้อมกับ 271.51 ล้านบาท เช่นนี้ ในไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิลดลง 35.10 ล้านบาท ประมาณลดลง 41.85% ส่วนงวด 9 เดือนมีกำไรสุทธิลดลง 105.52 ล้านบาท ไม่ก็ลดลง 27.99% ตามลำดับ เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำทำให้กำลังซื้อของเกษตรกรลดลงอย่างมาก มีผลกระทบต่อยอดขายของกระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทฯ รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง เป็นผลให้กำไรของ ตราเพชร ลดลง

เปิดโครงการใหม่ “เดอะริช” จับตลาดพรีเมียมติด BTS วงเวียนใหญ่-ลั่นรายได้โตตามเป้า 10-20%

RICHY เปิดโครงการใหม่จับตลาดพรีเมียมติด BTS วงเวียนใหญ่

RICHY เปิดโครงการใหม่จับตลาดพรีเมียมติด BTS วงเวียนใหญ่

“ริชี่เพลซ 2002” จัดเตรียมเปิดโครงการใหม่ เดอะริช  รุกตลาดพรีเมียม ทำเลทองติดสถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ สไตล์โมเดิร์ล อิงลิช มูลค่า 2,000 ล้านบาท พร้อมด้วยโชว์กำไรไตรมาส 3/57 กว่า 38.03 โตก้าวกระโดดจากไตรมาส 2/57 ที่มีกำไร 11.14 ล้าน “ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์” บอกกล่าวเป็นไปตามแผนธุรกิจที่วางไว้ ตามทิศทางเศรษฐกิจที่ครึ่งปีหลังกำลังซื้อฟื้นตัว บวกกับรับรู้รายได้การโอนโครงการใหญ่ ริชพาร์ค@เตาปูนอินเตอร์เชนจ์ กว่า 201 ล้านบาท ไปจากมูลค่าโครงการกว่า 1,700 ล้านบาท แน่ใจปีนี้รายได้ไม่พลาดเป้าโตไม่ต่ำกว่า 10-20%

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) (RICHY) กล่าวว่า ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 นี้ ทางโครงการจะเปิดตัวคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ ในนาม  เดอะริช ซึ่งคือแบรนด์ระดับพรีเมียม ราคาต่อตารางเมตรอยู่ที่ 100,000 บาทขึ้นไป บนทำเลที่ดีที่สุดสถานที่หนึ่งเป็นกรุงเทพมหานคร เพียง 60 เมตรจากบันไดบีทีเอสวงเวียนใหญ่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นหนึ่งในนโยบายของบริษัทที่ชูจุดเด่นในด้านทำเล ที่ให้ความสะดวกสบายด้วยกันผู้บริโภคในการเดินทางตลอดระยะเวลาทำงานที่ผ่านมาโดยโครงการดังกล่าวข้างต้น หมายถึงคอนโดมิเนียมสูง 23 ชั้น 511 ยูนิต มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท สไตล์ Modern English ที่มาในเวลาเดียวกันแบบห้องหน้ากว้าง 7.6 เมตร เนื้อที่ 38 ตารางเมตร พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ในระดับราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งขันในบริเวณเดียวกัน

ทั้งนี้ ทางบริษัทจะเปิดตัวโครงการ เดอะริช ให้กับแฟนคลับกับนักลงทุน เข้าร่วมงานในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 ที่โรงแรมเพนนินซูล่า ห้องสกุณตลา เวลา 13.00-15.00 น. เกี่ยวกับเลือกทำเลก่อนคนอื่นพร้อมทั้งเข้าครอบครองเป็นเจ้าของห้องในระดับราคาที่ถูกที่สุด บนทำเลที่ดีที่สุดย่านฝั่งธนฯ สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษก่อนใครได้ที่ www.rp.co.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2557 เพื่อบริษัทเติบโตอย่างเป็นหน้าเป็นตา เพราะว่ามีรายได้รวม 242.42 ล้านบาท กำไรสุทธิ 38.03 ล้านบาท ขยายสม่ำเสมอจากไตรมาส 2/2557 ที่มีรายได้รวม 102.48 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 11.14 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2557 บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 448.10 ล้านบาท พร้อมกับมีกำไรงวด 9 เดือน 54.87 ล้านบาท

“ผลงานที่ปรากฏออกมาก็เป็นไปตามที่เคยกล่าวไว้ ว่าจะเติบโตอย่างโดดเด่นในไตรมาส 3 เกี่ยวกับสัญญาณเริ่มดีขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร RICHY มั่นใจว่า เดอะริช ผลการดำเนินงานในอนาคตจะมีความโดดเด่น ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง พร้อมทั้งจะมีการสะพัดโครงการใหม่ที่มีคุณภาพสำหรับตอบสนองความต้องการต่อลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 10-20%”.

ส่งท้ายปีแรงกับแคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน

ส่งท้ายปีกับแคมเปญกระตุ้นยอด

ส่งท้ายปีกับแคมเปญกระตุ้นยอด

เพิ่งประกาศกำไรไตรมาส 3 ไปหมาดๆ สำหรับอสังหาฯ ค่าย “แสนสิริ” ก็มีเรื่องให้ยิ้มแก้มปริกันอีกรอบ แคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน กับยอดโอนโครงการ “ดีบุรา พรานนก” คอนโดมิเนียมเจาะกลุ่ม niche market ที่ออกแบบโครงการโดนใจลูกค้าย่านฝั่งธนฯ ไปเต็มๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนส่วนกลางคอนเซ็ปต์ “ชานเรือนไทย” สร้างกลิ่นอายวิถีไทยริมน้ำ ชุมชนดั้งเดิม แถมทำเลก็เป๊ะ ใกล้รถไฟฟ้าสีน้ำเงินที่เตรียมเปิดใช้บริการ รวมทั้งสถานีรถไฟบางกอกน้อย ท่าเรือวังหลัง พร้อมด้วยห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ทำให้ลูกค้าทยอยโอนกันเข้ามาเพียบตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ย้อนกลับไปดูโครงการนี้ก็ฮอตตั้งแต่เปิดขายแล้ว เพื่อปิดขายได้ทั้งหมด 416 ยูนิต อย่างรวดเร็ว ดีทั้งยอดขาย กับยอดโอนแบบนี้ สิ้นปีนี้รอโกยรายได้ 29,000 ล้านบาทไว้ได้เลย

งานนี้ขอเอาใจคนโซนตะวันออกใล้สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมแคมเปญดีๆ ข้อเสนอโดนๆ ที่กลับมาเอาใจผู้ที่กำลังมองหาบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่คุณภาพเยี่ยม ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่งยุค ชานนท์ เรืองกฤตยา บอสใหญ่แห่งค่ายอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ นำ 5 โครงการบ้านเดี่ยวคุณภาพเยี่ยมพร้อมอยู่ แบรนด์ “เอโทล” พร้อมแคมเปญ “Ananda End Year Sale” จองวันนี้!!! ฟรีทุกรายการ ส่วนลดสูงสุด 600,000 บาท รับเพิ่มฟรี Iphone 6 ทุกหลัง กับลุ้นเที่ยวฟรี!! ทัวร์มัลดีฟส์ มูลค่ากว่า 80,000 บาท พร้อมกับทัวร์บาหลี มูลค่า 40,000 บาท ในราคาเริ่มต้น 1.49 6.59 ล้านบาท (เงื่อนไขตามที่บริษัทฯ กำหนด) เตรียมพบกับข้อเสนอสุดพิเศษ ตั้งต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 พ.ย.นี้ ณ ชั้น 1 โซน Homepro เมกาบางนา งานนี้ใครสนใจบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ พร้อมข้อเสนอดีๆ พบกันได้ที่งานนี้

ส่งท้ายปีกับแคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน

หยิบชิ้นปลามันตลอด!! ล่าสุด บิ๊กบอส “เคพีเอ็น กรุ๊ป” กฤษณ์ ณรงค์เดช  แคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน คว้าที่ดินผืนงามผืนสุดท้ายในซอยสุขุมวิท 39 มาครองได้สมใจ พร้อมกับทุ่มงบก้อนใหญ่เนรมิตคอนโดฯ สุดหรู ผสมผสานความกลมกลืนระหว่างคลาสลิก พร้อมทั้งโมเดิร์นไว้ด้วยกัน THE DIPLOMAT 39 (เดอะ ดิโพลแมท 39) เตรียมเปิดตัวต้นปี 2558 รู้อย่างนี้…ใครอยากมีคอนโดฯ สักหลังใจกลางเมืองพอดี๊พอดี นับถอยหลังรอกันได้เลย!!

พลาดไม่ได้สำหรับโปรโมชันดีๆ โดนๆ ที่พร้อมเสิร์ฟให้แก่ลูกค้า ในที่สุด บิ๊กบอสหนุ่ม กิตติพงษ์ สุมานนท์ ประธานเจ้าที่บริหาร บริษัท ไอริส กรุ๊ป เตรียมจัดโปรโมชันพิเศษกับโครงการคุณภาพเยี่ยม “ไอริส แอเวนิว อ่อนนุช-วงแหวน” จองวันนี้!!! เพียง 999 บาท ไม่ต้องดาวน์ ในราคาพิเศษทุกห้องทุกชั้นราคาเดียว!! สำหรับลูกค้าที่จองภายในงานรับเพิ่ม Built-in ชุดครัว พร้อมด้วยรับสิทธิฟรีค่าธรรมเนียมการโอนฯ คอนโดฯ พร้อมอยู่ ครบครันโปรโมชันดีๆ มีเฉพาะในงานนี้แค่นั้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 29-30 พ.ย.นี้ ณ สำนักงานขายโครงการ “ไอริส แอเวนิว อ่อนนุช-วงแหวน” โอกาสดีๆ โปรโมชันงามๆ อย่างนี้ ใครที่พลาดงานนี้แล้วจะมาเสียดายทีหลังไม่รู้ด้วยนะ

บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เชิญชวนผู้ที่หลงใหลการใช้ชีวิตแบบช้านิยม ในงาน “SC ASSET presents DONT Journal Slow Fest” แคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน พบกับเทศกาลของคัดสรรเพื่อคนพิถีพิถันในการใช้ชีวิต ร่วมชอปปิ้งกลางสนามหญ้า ในบรรยากาศตลาดฤดูหนาว พบกับ 8 โซนพิเศษภายใน SC Pavilion พร้อมชมภาพยนต์โฆษณาควบกันบนจอยักษ์กลางแจ้งเป็นครั้งแรก สนุกไปกับมินิคอนเสิร์ต จาก Jelly Rocket , Part Time Musicians, Basement Tape, Lula และ Soul After Six เสาร์ที่ 29 พ.ย. นี้ ณ แอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน บ่ายโมงเป็นต้นไป

ด้านบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (SENA) ใคร่ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกท่านร่วมงานสัมมนาเสวนา “30 เคล็ดลับจับบ้านให้รวย” โดย ดร.ยุ้ย – ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ได้รวบรวมเคล็ดลับง่ายๆ ใช้ได้จริง ถ่ายทอดจากประสบการณ์บริหารงานในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กว่า 10 ปี พร้อมกับร่วมเสวนาเกี่ยวกับทำเลทำเงินกับ สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พร้อมด้วยพบกับ คุณบอย – วิสูตร แสงอรุณเลิศ นักเขียนที่สร้างแรงบันดาลใจ เจ้าของหนังสือ Bestseller จะมาบอกกล่าวเคล็ดลับ ทำอย่างไรให้ “งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า” ในวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13.30-16.30 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียนอินทรวิชัย ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ส่งท้ายด้วย กฤต นามเกิด กรรมการบริหาร เครืออาภาสิริ ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่ภาคใต้ ยิ้มแก้มปริด้วยผลตอบรับโครงการ “เดอะ วินเทจ” โครงการอาคารพาณิชย์ติดถนนอ้อมค่ายวชิราวุธ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ที่มียอดขายแล้วกว่า 70% แคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน เช่นเดียวกันสุดยอดทำเลที่จะเป็นหนึ่งในย่านเศรษฐกิจแห่งใหม่ พร้อมการออกแบบสุดหรูหราด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรป พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก กับพื้นที่ส่วนกลาง งานนี้ใครที่ยังลังเล รีบตัดสินใจจองด่วนที่สำนักงานขายโครงการฯ

ผนึกผู้ผลิตเหล็กจากสวีเดน บุกตลาดสร้างบ้านสำเร็จรูป-หนุน “เอคิว โฮม” เจาะตลาดระดับล่าง

พีดีเฮ้าส์ผนึกผู้ผลิตเหล็กจากสวีเดน

พีดีเฮ้าส์ผนึกผู้ผลิตเหล็กจากสวีเดน

“สิทธิพร สุวรรณสุต” บอสใหญ่แห่งพีดีเฮ้าส์ ยกจุดแข็งบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำของเมืองไทย บุกตลาด ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป  รุกประเทศเพื่อนบ้านรับการเปิดเออีซี อาศัยหัวเมืองสำคัญตามแนวชายแดนเปิดประตูไปสู่ตลาดข้างเคียง เปิดปากตลาดปีนี้สืบเนื่องปี 58 ขยายได้ไม่มากนัก บอกต่างจังหวัดกำลังซื้อยังเติบโต เหตุความเจริญไปถึง ปัจจุบัน เซ็นสัญญากับบริษัท Lindab จากสวีเดน รับหน้าที่ทำตลาดโครงสร้างเหล็กเบาในไทย ซัปพอร์ต บริษัท เอคิวโฮม รุกรับสร้างบ้านเจาะตลาดระดับล่าง

นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน พร้อมทั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดีเฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บุกตลาด ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป  อ้างถึงแนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ว่า ในฐานะที่เป็นผู้บริหารบริษัทรับสร้างบ้าน เห็นว่าจังหวัดที่มีชายแดนต่อเนื่องประเทศข้างเคียง จะมีความเหมาะสมในการรุกขยายบริการธุรกิจสร้างบ้านได้ง่ายและเข้าถึงพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งหากเปรียบเทียบไปแล้ว ธุรกิจรับสร้างบ้านของไทยจะนำหน้าเมื่อเทียบกับประเทศ ลาว, เมียนมาร์, กัมพูชา พร้อมทั้งเวียดนาม เพราะด้วยตลาดรับสร้างบ้านในปี 57 ผู้ประกอบการค่อนข้างเหนื่อยกับการที่ต้องขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตสวนกระแสโดยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ปี 2558 ประมาณว่าตลาดไม่น่าจะขยายตัวได้มากนัก ทั้งนี้ จากการประเมินแนวโน้มการเติบโตของตลาดเฉพาะในส่วนของบริษัทรับสร้างบ้านจะอยู่ที่ประมาณ 15,000-16,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีนี้ที่คาดเดาว่าจะมีมูลค่าตลาด 13,000 ล้านบาท หรือเติบโต 15-17% ขณะที่ตลาดสร้างบ้านรวมในปีนี้จะมีมูลค่าประมาณ 1.7 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็น 1.8-1.9 แสนล้านบาทในปีหน้า

ในส่วนตลาดในต่างจังหวัดจะมีการขยายตัวมากกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากความเจริญที่ขยายตัวออกไปในหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้าจะทำให้เมืองเศรษฐกิจชายแดน กับเขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐบาลจะจัดตั้งขึ้นมีศักยภาพในการพัฒนามากยิ่งขึ้น เพราะว่าคะเนว่าตลาดภูมิภาคจะมีการขยายตัวประมาณ 8-10% ขณะที่ในกรุงเทพฯ พร้อมด้วยปริมณฑลจะขยายตัว 2-3%

“มองว่าตลาด ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป ในต่างจังหวัดมีอัตราการเติบโตอย่างติดต่อกัน ความต้องการปลูกสร้างบ้านมีที่ดินรองรับ ความเจริญได้เข้าไปถึง ซึ่งพีดีเฮ้าส์ได้มีการปูพรมการเปิดสาขาในต่างจังหวัด ตามหัวเมืองสำคัญ เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการปลูกสร้างบ้าน ได้รับบริการสร้างบ้านที่ได้มาตรฐาน เช่นนั้น การเปิด AEC หากเราเข้มแข็งในชัยภูมิที่เราเก่งอยู่แล้ว เราก็ค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ก้าวข้ามเลย ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ถูก ฐานไม่มั่นคง”

นายสิทธิพร กล่าวเพิ่มว่า สำหรับพีดีเฮ้าส์ในปีนี้มียอดขายรวม 1,700-1,800 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพราะในปีหน้าได้ตั้งเป้ายอดขายที่ 2,500 ล้านบาท จากการขยายสาขาเพิ่มครบ 50 สาขาตามเป้าหมาย พร้อมกับการนำระบบ ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป มาใช้ในการขยายตลาดบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เพราะว่าล่าสุดบริษัทได้เซ็นสัญญากับบริษัท Lindab ผู้ผลิตเหล็กจากสวีเดนในการนำโครงสร้างเหล็กมาใช้ใน ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป และจะเป็นผู้ทำตลาดให้

“การนำระบบโครงสร้างเหล็กเบาสำเร็จรูป ก็เพื่อมารองรับตลาด ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป ระดับ 2-4 ล้านบาท ซึ่งบริษัท เอคิวโฮม จำกัด บริษัทในกลุ่มพีดีเฮ้าส์ ได้ให้บริการกลุ่มลูกค้าดังกล่าว ทั้งนี้ Lindab มีโรงงานในไทย คาดเดาว่าจะเริ่มผลิตพร้อมด้วยป้อนให้ในไตรมาสแรกของปีหน้า โดยตามข้อตกลงจะบริหารดูแลในระยะ 3 ปีแรก”