JSP เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้ประชาชน IPO 2.60 บาท เปิดให้จองระหว่างวันที่ 10-12 พ.ย.นี้

JSP เคาะราคา IPO 2.60 บาท เปิดจอง 10-12 พ.ย.นี้ พร้อมเข้าเทรดเอ็มเอไอ

JSP เคาะราคา IPO 2.60 บาท เปิดจอง 10-12 พ.ย.นี้ พร้อมเข้าเทรดเอ็มเอไอ

ผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์แนวราบพร้อมทั้งที่อยู่อาศัย  เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้  เปิดเผยราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้ประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวน 1,200 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 2.60 บาท พร้อมสรรพเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 10 -12 พ.ย.นี้ ก่อนเดินหน้าเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันที่ 19 พ.ย. โดยแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กับ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หมายถึงผู้จัดการการจัดจำหน่ายพร้อมกับรับประกันการจำหน่ายหุ้น กับผู้ร่วมจัดจำหน่ายอีก 7 แห่ง กับมั่นใจจะได้รับการตอบที่ดีจากนักลงทุน ด้วยว่าปัจจัยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ผลการดำเนินงานเติบโตไม่ขาดระยะ

เช่นนี้  เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้  ได้ลงนามสัญญาแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กับบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) เพราะด้วยทำหน้าที่เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายพร้อมกับรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน พร้อมด้วยผู้ร่วมจัดจำหน่ายอีก 7 แห่ง ประกอบไปด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ,บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด ,บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ,บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป จำกัด (มหาชน) ,บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ,บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

นายนิมิต วงศ์จริยกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายพร้อมกับรับประกันการจำหน่ายหุ้น กล่าวว่า การกำหนดราคาขายหุ้น JSP ที่ระดับ 2.60บาทต่อหุ้น ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน ซึ่ง JSP เป็นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีอัตราการเติบโตอย่างไม่ขาดระยะ ซึ่งจากการเดินสายนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนที่หาดใหญ่ ขอนแก่น เชียงใหม่ กับกรุงเทพ มีนักลงทุนสนใจเข้ามาร่วมรับฟังข้อมูลรวมกันกว่า 1,200 คน ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดีมาก จึงทำให้มั่นใจว่าหุ้น JSP จะได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ทันทีที่เปิดให้จองซื้อในระหว่างวันที่ 10-12 พฤศจิกายนนี้นี้ และคาดการณ์ว่าจะสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ และไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวังอย่างแน่นอน

นายไพฑูรย์ ธำรงกิตติคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินพร้อมด้วยผู้จัดกาการจัดจำหน่ายพร้อมทั้งรับประกันการจำหน่ายหุ้น กล่าวว่า มั่นใจว่าหุ้น IPO ด้วย เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างแน่นอน เนื่องแต่ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัท ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์พร้อมกับความเชี่ยวชาญในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์แนวราบและที่อยู่อาศัย นอกจากนั้นเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนที่จะนำมาใช้ในการขยายธุรกิจพร้อมด้วยเป็นเงินทุนหมุนเวียนนั้น จะทำให้บริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ซึ่งถือว่าคุ้มค่าสำหรับถือลงทุนเพื่อที่จะหวังผลในอนาคต

“เสนาฯ” บุกไปเปิดโปรเจกต์ใหม่ปีหน้า 10 โครงการ เล็งออกหุ้นกู้พันล้านล็อกต้นทุน

“เสนาฯ” ลุยเปิดโปรเจตก์ใหม่ปีหน้า 10 โครงการ

“เสนาฯ” ลุยเปิดโปรเจตก์ใหม่ปีหน้า 10 โครงการ

ขยับการลงทุนปี 58 เสนาฯ เปิดโปรเจกต์ใหม่ 10 โครงการ รองรับแนวโน้มกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว ตั้งเป้าหมายผุด 10 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท คาดคะเนรายได้พร้อมด้วยยอดขายปี 58 สูงขึ้นกว่าปี 57 เปรยได้อานิสงส์รับรู้รายได้พิเศษจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปส์อีก 3% ต่อปี สบช่องดอกเบี้ยขาลง เล็งออกหุ้นกู้ 1,000 ล้านบาท ล็อกต้นทุน

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA กล่าวถึงทิศทางธุรกิจด้วยบริษัทในปี 2558 ว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ประมาณ 3,500-4,000 ล้านบาท สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 57 ที่วางรายได้ไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 9 โครงการ มีมูลค่ายอดขายรอรับรู้รายได้ 800 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่ายอดขายรอโอนในปัจจุบันที่ 1,890 ล้านบาท แบ่งเป็นการรับรู้รายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จำนวน 1,000 ล้านบาท กับส่วนที่เหลือจะมีการทยอยรับรู้ไปถึงปี 2559

ในส่วนของยอดขายบริษัทมุ่งมั่น 3,500 ล้านบาท มากกว่าปีนี้ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีการพิจารณาถึงความโน้มเอียงกำลังซื้อเริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้าจากสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มดีขึ้น กับมีแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่ม 10 โครงการ มูลค่ารวม 8,000-9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 5 โครงการ พร้อมทั้งโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ ยุคปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าโครงการเหลือขายอีก 4,480 ล้านบาท

นายสุธรรม โอฬารกิจอนันต์ ผู้อำนวยการจัดสรรเงินทุนพร้อมกับการลงทุน บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ฯ กล่าวเสริมว่า ในปี 58 เสนาฯ เปิดโปรเจกต์ใหม่ 10 โครงการ หวังว่าจะมีอัตรากำไรเพิ่มสูงกว่า 15% เนื่องมาจากในปีหน้าจะมีการรับรู้กำไรพิเศษจากจำหน่ายไฟฟ้าของโครงการโซลาร์รูฟท็อปส์ 750 กิโลวัตต์ ในช่วงไตรมาส 2 เพราะว่าจะมีกำไรพิเศษเข้ามาราว 6 ล้านบาทต่อปี เช่นนี้โครงการโซลาร์รูฟท็อปส์ 750 กิโลวัตต์ บริษัทได้ใช้พื้นที่หลังคาโกดังเกี่ยวกับบริษัทที่ซอยสุขุมวิท 50 จำนวน 75% ด้วยพื้นที่หลังคา 16,000 ตารางเมตร ติดตั้งแผงโซลาร์ เพราะว่าบริษัทได้ทำสัญญาการจำหน่ายไฟฟ้าต่อการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นระยะเวลา 25 ปี

“ช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า เราก็จะมีการรับรู้รายได้จากการขายไฟเข้ามาช่วยหนุนอัตรากำไรสุทธิให้เพิ่ม ก็คาดเดาว่าจะสูงกว่า 15% เพราะว่ามีกำไรเพิ่มเข้ามาปีละ 6 ล้านบาท ก็ช่วยเพิ่มอัตรากำไรสุทธิได้ราวๆ 3% ต่อปี แต่ปีหน้าคงไม่ถึง 6 ล้านบาท เนื่องมาจากขายไฟไม่เต็มปี ถ้าเป็นภาพรวมปีหน้าอัตรากำไรก็คงมากกว่าปีนี้ ที่ 9 เดือนเรามีอัตรากำไรสุทิอยู่ที่ 14.76% ก็เป็นระดับที่สูงกว่าสิ้นปีก่อนที่ 13%” นายสุธรรม กล่าว

นอกจากนี้ เสนาฯ เปิดโปรเจกต์ใหม่ 10 โครงการ มีแผนการซื้อที่ดิน โดยเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เพราะการซื้อที่ดินใหม่เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในอนาคต พร้อมด้วยยังมีการวางแผนที่จะออกหุ้นกู้ระยะยาว 2-3 ปี มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 หลังจากบริษัทได้ทำการจัดอันดับเรตติ้งกับทริสเรทติ้ง ซึ่งหุ้นกู้ของบริษัทได้ถูกจัดอันดับให้อยู่ในระดับ B- เช่นนี้ การออกหุ้นกู้ระยาวในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้านั้น บริษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ได้มาไว้ใช้สำหรับการซื้อที่ดิน การพัฒนาโครงการ การใช้คืนเงินกู้สถาบันการเงิน และการใช้คืนตั๋วแลกเงินระยะสั้น

เกี่ยวกับผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้  เสนาฯ เปิดโปรเจกต์ใหม่ 10 โครงการ คาดหมายว่ารายได้ พร้อมกับกำไรจะโตสืบเนื่องจากไตรมาส 3 ซึ่งปรับตัวขึ้นโดยมีรายได้รวม 688.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 199.29 ล้านบาท หรือคิดเป็น 41% พร้อมกับกำไรสุทธิ 120.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.85 ล้านบาท ไม่ก็คิดเป็น 99% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ถึงกระนั้นก็ตาม บริษัทมั่นใจรายได้ในปีนี้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้

 

“ตราเพชร” มองตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาส 4 เริ่มฟื้นตัว คาดหมายลูกค้าโครงการสนับสนุนรายได้เติบโต

DRT มองตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาส 4 เริ่มฟื้นตัว

DRT มองตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาส 4 เริ่มฟื้นตัว

” DRT ”  มองสัญญาณตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาส 4 เริ่มฟื้นในตัวทิศทางที่ดี หลังห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ ตราเพชร โหมอัดแคมเปญโน้มน้าวตลาดปลุกกำลังซื้อ เพิ่มกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เร่งผุดโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่ม ชูจุดแข็งด้านเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่าย พร้อมกับสินค้าที่มีความหลากหลาย รอจังหวะการลงทุนภาครัฐปลุกเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ในปี 2558 ประสงค์เก็บเกี่ยวยอดขายปรับตัวสูงขึ้น

นายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการสายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ แผ่นบอร์ด อิฐมวลเบา กับบริการหลังการขาย ภายใต้แบรนด์ ตราเพชร เปิดว่า ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เริ่มมีสัญญาณในทิศทางที่เป็นบวกจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อของลูกค้าที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น หลัง 9 เดือนแรกตลาดวัสดุก่อสร้างอยู่ในภาวะชะลอตัวลง

 

เช่นนี้ ปัจจัยการฟื้นตัวดังกล่าวมาจากกลุ่มผู้ประกอบการห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ทุกรายต่างโหมทำแคมเปญกิจกรรมการตลาดเพราะกระตุ้นยอดขายอย่างไม่ขาดสาย ประกอบกับกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อ ตราเพชร ที่มีจุดแข็งด้านเครือข่ายช่องทางการจำหน่าย ซึ่งครอบคลุมทั้งช่องทางขายห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ กับกลุ่มลูกค้าโครงการ จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวดังกล่าว โดยพบว่า กลุ่มลูกค้าโครงการมียอดขายที่ดีขึ้นเนื่องจากบริษัทฯ มีการนำเสนอโซลูชันที่พร้อมด้วยสินค้าพร้อมด้วยบริการเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

“เราเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกเพื่อตลาดวัสดุก่อสร้างในไตรมาส 4 ที่ทยอยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นที่จะส่งผลดีต่อความต้องการสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างที่มีมากขึ้น เพราะว่าเราประเมินว่ากลุ่มลูกค้าโครงการจะเป็นพระเอกที่ทำรายได้ให้แก่ ตราเพชร เพิ่ม เนื่องจากขีดความสามารถการแข่งขันจากความพร้อมของสินค้าพร้อมด้วยบริการที่ดี เป็นผลให้สัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าโครงการของ ตราเพชร ในปีนี้เพิ่มเป็น 13-14% จากเดิมที่มี 8-9% จากรายได้รวมปีนี้ 4,000 ล้านบาท” นายสาธิต กล่าว

นายสาธิต กล่าวว่า ส่วนภาพรวมในปี 2558 เชื่อว่าจะดีขึ้นสม่ำเสมอ หลังภาครัฐมีการขับเคลื่อนนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกับผลักดันให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้ดีขึ้น จึงเป็นโอกาสของ ตราเพชร ที่มีจุดแข็งด้านช่องทางการขายพร้อมด้วยสินค้าที่มีความหลากหลาย จะสามารถเก็บเกี่ยวรายได้กับกำไรที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4-5% ได้.

อนึ่ง ในงวดไตรมาส 3 กับงวด 9 เดือน ของปี 57 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 48.78 ล้านบาท พร้อมกับ 271.51 ล้านบาท เช่นนี้ ในไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิลดลง 35.10 ล้านบาท ประมาณลดลง 41.85% ส่วนงวด 9 เดือนมีกำไรสุทธิลดลง 105.52 ล้านบาท ไม่ก็ลดลง 27.99% ตามลำดับ เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำทำให้กำลังซื้อของเกษตรกรลดลงอย่างมาก มีผลกระทบต่อยอดขายของกระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทฯ รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง เป็นผลให้กำไรของ ตราเพชร ลดลง

เปิดโครงการใหม่ “เดอะริช” จับตลาดพรีเมียมติด BTS วงเวียนใหญ่-ลั่นรายได้โตตามเป้า 10-20%

RICHY เปิดโครงการใหม่จับตลาดพรีเมียมติด BTS วงเวียนใหญ่

RICHY เปิดโครงการใหม่จับตลาดพรีเมียมติด BTS วงเวียนใหญ่

“ริชี่เพลซ 2002” จัดเตรียมเปิดโครงการใหม่ เดอะริช  รุกตลาดพรีเมียม ทำเลทองติดสถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ สไตล์โมเดิร์ล อิงลิช มูลค่า 2,000 ล้านบาท พร้อมด้วยโชว์กำไรไตรมาส 3/57 กว่า 38.03 โตก้าวกระโดดจากไตรมาส 2/57 ที่มีกำไร 11.14 ล้าน “ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์” บอกกล่าวเป็นไปตามแผนธุรกิจที่วางไว้ ตามทิศทางเศรษฐกิจที่ครึ่งปีหลังกำลังซื้อฟื้นตัว บวกกับรับรู้รายได้การโอนโครงการใหญ่ ริชพาร์ค@เตาปูนอินเตอร์เชนจ์ กว่า 201 ล้านบาท ไปจากมูลค่าโครงการกว่า 1,700 ล้านบาท แน่ใจปีนี้รายได้ไม่พลาดเป้าโตไม่ต่ำกว่า 10-20%

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) (RICHY) กล่าวว่า ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 นี้ ทางโครงการจะเปิดตัวคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ ในนาม  เดอะริช ซึ่งคือแบรนด์ระดับพรีเมียม ราคาต่อตารางเมตรอยู่ที่ 100,000 บาทขึ้นไป บนทำเลที่ดีที่สุดสถานที่หนึ่งเป็นกรุงเทพมหานคร เพียง 60 เมตรจากบันไดบีทีเอสวงเวียนใหญ่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นหนึ่งในนโยบายของบริษัทที่ชูจุดเด่นในด้านทำเล ที่ให้ความสะดวกสบายด้วยกันผู้บริโภคในการเดินทางตลอดระยะเวลาทำงานที่ผ่านมาโดยโครงการดังกล่าวข้างต้น หมายถึงคอนโดมิเนียมสูง 23 ชั้น 511 ยูนิต มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท สไตล์ Modern English ที่มาในเวลาเดียวกันแบบห้องหน้ากว้าง 7.6 เมตร เนื้อที่ 38 ตารางเมตร พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ในระดับราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งขันในบริเวณเดียวกัน

ทั้งนี้ ทางบริษัทจะเปิดตัวโครงการ เดอะริช ให้กับแฟนคลับกับนักลงทุน เข้าร่วมงานในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 ที่โรงแรมเพนนินซูล่า ห้องสกุณตลา เวลา 13.00-15.00 น. เกี่ยวกับเลือกทำเลก่อนคนอื่นพร้อมทั้งเข้าครอบครองเป็นเจ้าของห้องในระดับราคาที่ถูกที่สุด บนทำเลที่ดีที่สุดย่านฝั่งธนฯ สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษก่อนใครได้ที่ www.rp.co.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2557 เพื่อบริษัทเติบโตอย่างเป็นหน้าเป็นตา เพราะว่ามีรายได้รวม 242.42 ล้านบาท กำไรสุทธิ 38.03 ล้านบาท ขยายสม่ำเสมอจากไตรมาส 2/2557 ที่มีรายได้รวม 102.48 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 11.14 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2557 บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 448.10 ล้านบาท พร้อมกับมีกำไรงวด 9 เดือน 54.87 ล้านบาท

“ผลงานที่ปรากฏออกมาก็เป็นไปตามที่เคยกล่าวไว้ ว่าจะเติบโตอย่างโดดเด่นในไตรมาส 3 เกี่ยวกับสัญญาณเริ่มดีขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร RICHY มั่นใจว่า เดอะริช ผลการดำเนินงานในอนาคตจะมีความโดดเด่น ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง พร้อมทั้งจะมีการสะพัดโครงการใหม่ที่มีคุณภาพสำหรับตอบสนองความต้องการต่อลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 10-20%”.

ส่งท้ายปีแรงกับแคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน

ส่งท้ายปีกับแคมเปญกระตุ้นยอด

ส่งท้ายปีกับแคมเปญกระตุ้นยอด

เพิ่งประกาศกำไรไตรมาส 3 ไปหมาดๆ สำหรับอสังหาฯ ค่าย “แสนสิริ” ก็มีเรื่องให้ยิ้มแก้มปริกันอีกรอบ แคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน กับยอดโอนโครงการ “ดีบุรา พรานนก” คอนโดมิเนียมเจาะกลุ่ม niche market ที่ออกแบบโครงการโดนใจลูกค้าย่านฝั่งธนฯ ไปเต็มๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนส่วนกลางคอนเซ็ปต์ “ชานเรือนไทย” สร้างกลิ่นอายวิถีไทยริมน้ำ ชุมชนดั้งเดิม แถมทำเลก็เป๊ะ ใกล้รถไฟฟ้าสีน้ำเงินที่เตรียมเปิดใช้บริการ รวมทั้งสถานีรถไฟบางกอกน้อย ท่าเรือวังหลัง พร้อมด้วยห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ทำให้ลูกค้าทยอยโอนกันเข้ามาเพียบตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ย้อนกลับไปดูโครงการนี้ก็ฮอตตั้งแต่เปิดขายแล้ว เพื่อปิดขายได้ทั้งหมด 416 ยูนิต อย่างรวดเร็ว ดีทั้งยอดขาย กับยอดโอนแบบนี้ สิ้นปีนี้รอโกยรายได้ 29,000 ล้านบาทไว้ได้เลย

งานนี้ขอเอาใจคนโซนตะวันออกใล้สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมแคมเปญดีๆ ข้อเสนอโดนๆ ที่กลับมาเอาใจผู้ที่กำลังมองหาบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่คุณภาพเยี่ยม ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงแห่งยุค ชานนท์ เรืองกฤตยา บอสใหญ่แห่งค่ายอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ นำ 5 โครงการบ้านเดี่ยวคุณภาพเยี่ยมพร้อมอยู่ แบรนด์ “เอโทล” พร้อมแคมเปญ “Ananda End Year Sale” จองวันนี้!!! ฟรีทุกรายการ ส่วนลดสูงสุด 600,000 บาท รับเพิ่มฟรี Iphone 6 ทุกหลัง กับลุ้นเที่ยวฟรี!! ทัวร์มัลดีฟส์ มูลค่ากว่า 80,000 บาท พร้อมกับทัวร์บาหลี มูลค่า 40,000 บาท ในราคาเริ่มต้น 1.49 6.59 ล้านบาท (เงื่อนไขตามที่บริษัทฯ กำหนด) เตรียมพบกับข้อเสนอสุดพิเศษ ตั้งต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 พ.ย.นี้ ณ ชั้น 1 โซน Homepro เมกาบางนา งานนี้ใครสนใจบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ พร้อมข้อเสนอดีๆ พบกันได้ที่งานนี้

ส่งท้ายปีกับแคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน

หยิบชิ้นปลามันตลอด!! ล่าสุด บิ๊กบอส “เคพีเอ็น กรุ๊ป” กฤษณ์ ณรงค์เดช  แคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน คว้าที่ดินผืนงามผืนสุดท้ายในซอยสุขุมวิท 39 มาครองได้สมใจ พร้อมกับทุ่มงบก้อนใหญ่เนรมิตคอนโดฯ สุดหรู ผสมผสานความกลมกลืนระหว่างคลาสลิก พร้อมทั้งโมเดิร์นไว้ด้วยกัน THE DIPLOMAT 39 (เดอะ ดิโพลแมท 39) เตรียมเปิดตัวต้นปี 2558 รู้อย่างนี้…ใครอยากมีคอนโดฯ สักหลังใจกลางเมืองพอดี๊พอดี นับถอยหลังรอกันได้เลย!!

พลาดไม่ได้สำหรับโปรโมชันดีๆ โดนๆ ที่พร้อมเสิร์ฟให้แก่ลูกค้า ในที่สุด บิ๊กบอสหนุ่ม กิตติพงษ์ สุมานนท์ ประธานเจ้าที่บริหาร บริษัท ไอริส กรุ๊ป เตรียมจัดโปรโมชันพิเศษกับโครงการคุณภาพเยี่ยม “ไอริส แอเวนิว อ่อนนุช-วงแหวน” จองวันนี้!!! เพียง 999 บาท ไม่ต้องดาวน์ ในราคาพิเศษทุกห้องทุกชั้นราคาเดียว!! สำหรับลูกค้าที่จองภายในงานรับเพิ่ม Built-in ชุดครัว พร้อมด้วยรับสิทธิฟรีค่าธรรมเนียมการโอนฯ คอนโดฯ พร้อมอยู่ ครบครันโปรโมชันดีๆ มีเฉพาะในงานนี้แค่นั้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 29-30 พ.ย.นี้ ณ สำนักงานขายโครงการ “ไอริส แอเวนิว อ่อนนุช-วงแหวน” โอกาสดีๆ โปรโมชันงามๆ อย่างนี้ ใครที่พลาดงานนี้แล้วจะมาเสียดายทีหลังไม่รู้ด้วยนะ

บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เชิญชวนผู้ที่หลงใหลการใช้ชีวิตแบบช้านิยม ในงาน “SC ASSET presents DONT Journal Slow Fest” แคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน พบกับเทศกาลของคัดสรรเพื่อคนพิถีพิถันในการใช้ชีวิต ร่วมชอปปิ้งกลางสนามหญ้า ในบรรยากาศตลาดฤดูหนาว พบกับ 8 โซนพิเศษภายใน SC Pavilion พร้อมชมภาพยนต์โฆษณาควบกันบนจอยักษ์กลางแจ้งเป็นครั้งแรก สนุกไปกับมินิคอนเสิร์ต จาก Jelly Rocket , Part Time Musicians, Basement Tape, Lula และ Soul After Six เสาร์ที่ 29 พ.ย. นี้ ณ แอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน บ่ายโมงเป็นต้นไป

ด้านบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (SENA) ใคร่ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกท่านร่วมงานสัมมนาเสวนา “30 เคล็ดลับจับบ้านให้รวย” โดย ดร.ยุ้ย – ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ได้รวบรวมเคล็ดลับง่ายๆ ใช้ได้จริง ถ่ายทอดจากประสบการณ์บริหารงานในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กว่า 10 ปี พร้อมกับร่วมเสวนาเกี่ยวกับทำเลทำเงินกับ สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พร้อมด้วยพบกับ คุณบอย – วิสูตร แสงอรุณเลิศ นักเขียนที่สร้างแรงบันดาลใจ เจ้าของหนังสือ Bestseller จะมาบอกกล่าวเคล็ดลับ ทำอย่างไรให้ “งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า” ในวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13.30-16.30 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียนอินทรวิชัย ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ส่งท้ายด้วย กฤต นามเกิด กรรมการบริหาร เครืออาภาสิริ ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่ภาคใต้ ยิ้มแก้มปริด้วยผลตอบรับโครงการ “เดอะ วินเทจ” โครงการอาคารพาณิชย์ติดถนนอ้อมค่ายวชิราวุธ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ที่มียอดขายแล้วกว่า 70% แคมเปญกระตุ้นยอดขายคอนโดฯ-บ้าน เช่นเดียวกันสุดยอดทำเลที่จะเป็นหนึ่งในย่านเศรษฐกิจแห่งใหม่ พร้อมการออกแบบสุดหรูหราด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรป พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก กับพื้นที่ส่วนกลาง งานนี้ใครที่ยังลังเล รีบตัดสินใจจองด่วนที่สำนักงานขายโครงการฯ

ผนึกผู้ผลิตเหล็กจากสวีเดน บุกตลาดสร้างบ้านสำเร็จรูป-หนุน “เอคิว โฮม” เจาะตลาดระดับล่าง

พีดีเฮ้าส์ผนึกผู้ผลิตเหล็กจากสวีเดน

พีดีเฮ้าส์ผนึกผู้ผลิตเหล็กจากสวีเดน

“สิทธิพร สุวรรณสุต” บอสใหญ่แห่งพีดีเฮ้าส์ ยกจุดแข็งบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำของเมืองไทย บุกตลาด ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป  รุกประเทศเพื่อนบ้านรับการเปิดเออีซี อาศัยหัวเมืองสำคัญตามแนวชายแดนเปิดประตูไปสู่ตลาดข้างเคียง เปิดปากตลาดปีนี้สืบเนื่องปี 58 ขยายได้ไม่มากนัก บอกต่างจังหวัดกำลังซื้อยังเติบโต เหตุความเจริญไปถึง ปัจจุบัน เซ็นสัญญากับบริษัท Lindab จากสวีเดน รับหน้าที่ทำตลาดโครงสร้างเหล็กเบาในไทย ซัปพอร์ต บริษัท เอคิวโฮม รุกรับสร้างบ้านเจาะตลาดระดับล่าง

นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน พร้อมทั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดีเฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บุกตลาด ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป  อ้างถึงแนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ว่า ในฐานะที่เป็นผู้บริหารบริษัทรับสร้างบ้าน เห็นว่าจังหวัดที่มีชายแดนต่อเนื่องประเทศข้างเคียง จะมีความเหมาะสมในการรุกขยายบริการธุรกิจสร้างบ้านได้ง่ายและเข้าถึงพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งหากเปรียบเทียบไปแล้ว ธุรกิจรับสร้างบ้านของไทยจะนำหน้าเมื่อเทียบกับประเทศ ลาว, เมียนมาร์, กัมพูชา พร้อมทั้งเวียดนาม เพราะด้วยตลาดรับสร้างบ้านในปี 57 ผู้ประกอบการค่อนข้างเหนื่อยกับการที่ต้องขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตสวนกระแสโดยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ปี 2558 ประมาณว่าตลาดไม่น่าจะขยายตัวได้มากนัก ทั้งนี้ จากการประเมินแนวโน้มการเติบโตของตลาดเฉพาะในส่วนของบริษัทรับสร้างบ้านจะอยู่ที่ประมาณ 15,000-16,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีนี้ที่คาดเดาว่าจะมีมูลค่าตลาด 13,000 ล้านบาท หรือเติบโต 15-17% ขณะที่ตลาดสร้างบ้านรวมในปีนี้จะมีมูลค่าประมาณ 1.7 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็น 1.8-1.9 แสนล้านบาทในปีหน้า

ในส่วนตลาดในต่างจังหวัดจะมีการขยายตัวมากกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากความเจริญที่ขยายตัวออกไปในหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้าจะทำให้เมืองเศรษฐกิจชายแดน กับเขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐบาลจะจัดตั้งขึ้นมีศักยภาพในการพัฒนามากยิ่งขึ้น เพราะว่าคะเนว่าตลาดภูมิภาคจะมีการขยายตัวประมาณ 8-10% ขณะที่ในกรุงเทพฯ พร้อมด้วยปริมณฑลจะขยายตัว 2-3%

“มองว่าตลาด ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป ในต่างจังหวัดมีอัตราการเติบโตอย่างติดต่อกัน ความต้องการปลูกสร้างบ้านมีที่ดินรองรับ ความเจริญได้เข้าไปถึง ซึ่งพีดีเฮ้าส์ได้มีการปูพรมการเปิดสาขาในต่างจังหวัด ตามหัวเมืองสำคัญ เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการปลูกสร้างบ้าน ได้รับบริการสร้างบ้านที่ได้มาตรฐาน เช่นนั้น การเปิด AEC หากเราเข้มแข็งในชัยภูมิที่เราเก่งอยู่แล้ว เราก็ค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ก้าวข้ามเลย ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ถูก ฐานไม่มั่นคง”

นายสิทธิพร กล่าวเพิ่มว่า สำหรับพีดีเฮ้าส์ในปีนี้มียอดขายรวม 1,700-1,800 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพราะในปีหน้าได้ตั้งเป้ายอดขายที่ 2,500 ล้านบาท จากการขยายสาขาเพิ่มครบ 50 สาขาตามเป้าหมาย พร้อมกับการนำระบบ ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป มาใช้ในการขยายตลาดบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เพราะว่าล่าสุดบริษัทได้เซ็นสัญญากับบริษัท Lindab ผู้ผลิตเหล็กจากสวีเดนในการนำโครงสร้างเหล็กมาใช้ใน ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป และจะเป็นผู้ทำตลาดให้

“การนำระบบโครงสร้างเหล็กเบาสำเร็จรูป ก็เพื่อมารองรับตลาด ก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป ระดับ 2-4 ล้านบาท ซึ่งบริษัท เอคิวโฮม จำกัด บริษัทในกลุ่มพีดีเฮ้าส์ ได้ให้บริการกลุ่มลูกค้าดังกล่าว ทั้งนี้ Lindab มีโรงงานในไทย คาดเดาว่าจะเริ่มผลิตพร้อมด้วยป้อนให้ในไตรมาสแรกของปีหน้า โดยตามข้อตกลงจะบริหารดูแลในระยะ 3 ปีแรก”

แสนสิริคะเนกำไรปีนี้ทำนิวไฮ

แสนสิริคาดกำไรปีนี้ทำนิวไฮ

แสนสิริคาดกำไรปีนี้ทำนิวไฮ

“เศรษฐา” ประมาณการกำไร แสนสิริ ในปีนี้จะทำสถิติสูงสุดใหม่ แสดงมียอดรอรับรู้รายได้ไตรมาส 4/57 อีก 9 พันล้านบาท

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. แสนสิริ (SIRI) คาดหวังว่าในปีนี้บริษัทจะสามารถสร้างสถิติใหม่ของการทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง จากในปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิ 1,929 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานในสามไตรมาสของปีนี้ บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิไปได้แล้วถึง 2,161 ล้านบาท ทะลุเพิ่มขึ้นมากกว่ากำไรทั้งปีที่แล้วไปแล้ว 232 ล้านบาททั้งที่ยังรอสรุปผลการดำเนินงานอีกหนึ่งไตรมาส

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แสนสิริ ยังมียอดขายรอรับรู้รายได้อีกจำนวนมากนับตั้งแต่โครงการที่อยู่อาศัยที่จัดแจงส่งมอบอีก 6 โครงการทั้งในกรุงเทพฯ พร้อมด้วยต่างจังหวัด ตัวอย่างเช่น โครงการ HQ thonglor (เอชคิว ทองหล่อ) พร้อมด้วยโครงการดีบุรา พรานนก โครงการ ‘dVieng’ (ดีเวียง สันติธรรม) เชียงใหม่ โครงการคอนโดมิเนียมตากอากาศที่หัวหิน เช่น โครงการบ้านอิ่มเอม โครงการบ้างเพียงเพลิน กับโครงการออทัมน์ หัวหิน เพราะว่ามีกำหนดโอนโครงการดีบุรา พรานนกโครงการดีเวียง สันติธรรม พร้อมด้วยโครงการบ้านอิ่มเอม หัวหินในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

นายเศรษฐา กล่าวว่า ในปี 57 แสนสิริ คาดหมายเป้าหมายรายได้รวม 29,000 ล้านบาท เพราะว่าเก็งว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ยาวไปถึงในอีก 3 ปีข้างหน้าแล้วถึง 45,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดรอรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ประมาณ 9,000 ล้านบาท ครอบคลุมถึงมียอดรอรับรู้รายได้ของปี 58 ต่อจากนั้นประมาณ 22,000 ล้านบาทพร้อมด้วยในส่วนที่เหลือเป็นยอดรอรับรู้รายได้ของปี 59 และ 60 ซึ่งเมื่อรวมกับแผนการดำเนินงานภายใต้แนวทาง Engineer for Growth ภายหลังการเพิ่มทุนแล้ว คาดหวังว่าบริษัทจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการทำไรได้มากขึ้นอีก ซึ่งจะช่วยต่อยอดความสำเร็จพร้อมด้วยสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจพร้อมกับองค์กรในระยะยาว หลังจากที่บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา

สำหรับผลประกอบการของ กลุ่มบริษัทแสนสิริ ในช่วงไตรมาส 3/57 บริษัทมีกำไรสุทธิถึง 794 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 81% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา กับเติบโตขึ้นถึง 48 % เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสก่อน รวมทั้งเติบโตขึ้นถึง 147% เมื่อเทียบกับช่วง 9 เดือนของปีที่ผ่านมา โดยในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้บริษัทสามารถทำรายได้รวม 7,400 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 20% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ขณะนี้บริษัทมีรายได้รวม 19,000 ล้านบาท เช่นนี้ กำไรจากผลการดำเนินงานได้สะท้อนถึง การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพภายใต้แผนงาน EFG หรือไม่ก็ “Engineer for Growth” ทั้งการลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายพร้อมกับบริหารต่อยอดขาย เพิ่มยอดโอนพร้อมด้วยมุ่งเน้นการสร้างกำไรเพิ่มขึ้น

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

‘สิงห์เอสเตท’ ประกาศแผน 5 ปี อัดงบแสนล้านบุกตลาดอสังหาฯ

'สิงห์เอสเตท'อัดงบแสนล้านบุกอสังหาฯ

'สิงห์เอสเตท'อัดงบแสนล้านบุกอสังหาฯ

“สิงห์เอสเตท” อัดงบแสนล้านบุกอสังหาฯ เล็งเข้าร่วมเอเย่นต์ นำที่ดินสะสมกว่าพันไร่ พัฒนาโครงการสร้างมูลค่าเพิ่ม

“สิงห์ เอสเตท” ประกาศแผน 5 ปี ทุ่มเทแสนล้าน บุกตลาดอสังหาฯครบวงจร เร่งโต บุกไปซื้อกิจการ ร่วมทุนพันธมิตร หวังดันรายได้ 5 ปี แตะ 2 หมื่นล้าน ก้าวสู่ 1 ใน 5 ผู้นำตลาดอสังหาฯ

หลังจาก บริษัทสิงห์ คอร์ปอเรชั่น ปรับโครงสร้างธุรกิจ เนื่องจากนโยบายผลักดันรายได้เพิ่มขึ้น “เท่าตัว” ทุกๆ 5 ปี พร้อมด้วยวางให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งใน 5 เสาหลัก ล่าสุด บริษัท สิงห์ เอสเตทฯ ประกาศแผน 5 ปี พร้อมรุกอสังหาฯ หลังจากซื้อหุ้นบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในช่วงที่ผ่านมา

นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดใจว่า แผนการดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ในช่วง 5 ปี (2558-2562) จะใช้เงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือไม่เฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อพร้อมด้วยควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) รวมไปถึงการร่วมทุนกับพันธมิตร เพราะมีแผนจะซื้อกิจการปีละไม่ต่ำกว่า 2-3 ดีลต่อปี เพราะด้วยสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลักดันรายได้ 2 หมื่นล้านภายใน 5 ปี ก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 5 ผู้นำตลาดอสังหาฯ

ทั้งนี้ แนวทางธุรกิจของสิงห์ จะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบทั้งที่อยู่อาศัย บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า กับโลจิสติกส์ เพราะว่าใช้จุดแข็งด้านเงินทุน ความแข็งแกร่งของแบรนด์ พร้อมด้วยมีสายสัมพันธ์ที่ดีของกลุ่มบุญรอด มาต่อยอดธุรกิจ

นายนริศ กล่าวต่อว่า ล่าสุด บริษัท สิงห์ เอสเตทฯ เพิ่งปิดดีลซื้อกิจการโรงแรม ในจังหวัดท่องเที่ยว 1 แห่ง มูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการรอลงนามสัญญาซื้อขาย ที่คิดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ และได้บรรลุข้อตกลงร่วมทุนกับบริษัทอสังหาฯนอกตลาดหลักทรัพย์ พัฒนาโครงการแนวราบ ระดับกลาง-บน โดยใช้วงเงินลงทุน 3,000 ล้านบาทโดยสิงห์ เอสเตท เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ยิ่งไปกว่านี้ แผนงานของบริษัทในช่วง 5 ปีนี้ ตั้งใจจะซื้อกิจการโรงแรมในประเทศ 7-8 แห่ง พร้อมด้วยต่างประเทศ 2-3 แห่ง เพราะในสัปดาห์หน้าผู้บริหารจะเดินทางไปเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศ เนื่องด้วยลงทุนในธุรกิจโรงแรมพร้อมทั้งอาคารสำนักงานในอาเซียน พร้อมกับอีกดีลหนึ่งคาดว่าภายในต้นปี 2558 จะมีความชัดเจนในการร่วมลงทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นในธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงานในพม่า เบื้องต้นประเมินมูลค่าเงินลงทุนในหลักพันล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัท สิงห์ เอสเตทฯ ยังสนใจเข้าซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดธุรกิจอสังหาฯให้ครบวงจร หมายรวมจะช่วยหนุนกิจการโดยบริษัทในเครือ เพื่อใช้เป็นคลังสินค้า พร้อมทั้งยังมีแผนจะนำที่ดินของกลุ่มบุญรอด พร้อมกับตระกูลภิรมย์ภักดี ที่มีกว่า 1,000 ไร่ มาพัฒนาเป็นโครงการอสังหาฯ รวมทั้ง แผนร่วมลงทุนกับตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของบุญรอดกว่า 200 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีที่ดินสะสมในมือ มาร่วมพัฒนาโครงการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดิน

นายนริศ กล่าวด้วยว่า บริษัท สิงห์ เอสเตทฯ มั่นใจว่าผลการดำเนินงานในปี 2558 จะพลิกกลับมีกำไร จากปี 2557 ที่คาดว่าขาดทุนประมาณ 100 ล้านบาท ด้วยเหตุว่าปีนี้ไม่มีโครงการใหม่จึงไม่มีรายได้เข้ามา อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายในการเข้าซื้อกิจการ บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งขาดทุนมาตั้งแต่ในไตรมาส 3ปี 2557

สำหรับในปี 2558 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 2,000 ล้านบาท มาจากการซื้อกิจการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจโรงแรม และรายได้จากการร่วมทุนกับพันธมิตรในโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบ ประกอบกับ การรับรู้รายได้โรงแรมสันติบุรีสมุยเต็มปี ประกอบกับ บริษัทจะรับรู้รายได้จากการขายโครงการแนวราบย่านเลียบทางด่วนรามอินทราเข้ามาด้วย

เพราะว่าสัดส่วนรายได้ของ บริษัท สิงห์ เอสเตทฯ ใน 5 ปีข้างหน้าจะมาจากรายได้จากค่าเช่า 50% รายได้จากการขายโครงการอสังหาฯ 50% โดยในช่วง 3 ปีแรก (ปี 2558-2560) รายได้หลักจะมาจากโครงการที่ทำเอ็มแอนด์เอ พร้อมกับโครงการที่ร่วมทุนกับพันธมิตรส่วนมาก หลังจากนั้นในปี 2561-2562 รายได้จะมาจากการขายโครงการอสังหาฯ

ส่วนแผนการการลงทุนในปี 2558 จะร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อให้พัฒนาคอนโดมิเนียม อย่างน้อย 2 โครงการ ย่านอโศก พร้อมด้วยพัฒนาบ้านจัดสรรระดับพรีเมียม บริเวณถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา บนพื้นที่ 30 ไร่ จำนวนไม่ถึง 20 ยูนิต

และเปิดตัวโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 11 ไร่บริเวณถนนอโศก-เพชรบุรี (สถานทูตญี่ปุ่นเดิม) หมายถึงโครงการมิกซ์ยูส เดี๋ยวนี้อยู่ระหว่างพัฒนาแบบ พร้อมด้วยการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ก็อีไอเอ เพราะจะเริ่มก่อสร้างในกลางปี2558 พร้อมทั้งแล้วเสร็จปี 2560

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 11:02

เอ็น.ซี.ฯ บุกตลาดโซนตะวันตก กทม.ขึ้นต้นสวยเดือนแรกขาย 100 ยูนิต

เอ็น.ซี.ฯ บุก

เอ็น.ซี.ฯ บุก

เปิดเผยที่ดินโซน กทม.ตะวันตกปรับตัวแรง เอ็น.ซี.ฯ บุกตลาด ชี้เพชรเกษม ราคาพุ่งหลายเท่าตัว หลังได้รับปัจจัยบวกจาการลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ศาลายา ราคากระโจนเท่าตัวหลังเซ็นทรั่ลเปิดให้บริการห้างสรรพสินค้า ระบุ 2 ปี ที่ดินย่านศาลายาราคาปรับขึ้นจาก 4 ล้าน เป็น 8 ล้านบาทต่อไร่ เอ็น.ซี.ฯ ได้โอกาสดึงที่ดินสะสมผุด “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” โครงการบ้านเดี่ยวผสมบ้านแฝด-ทาวน์เฮาส์ 466 ยูนิต มูลค่า 1,600 ล้านบาท ขยายความเปิดตัวเดือนแรกยอดขายกระฉูดกว่า 100 ยูนิต ล่าสุด ยอดขาย 220 ยูนิต หรือกว่า 740 ล้านบาทแล้ว เปรยแผนปี 58 ผุดโครงการใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 โครงการ

นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือว่า NCH กล่าวว่า การปรับตัวของราคาที่ดินโซนตะวันตกของ กทม.ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นอย่างเร็วภายหลังจากภาครัฐมีการเร่งการลงทุนขยายระบบสาธารณูปโภค เพราะว่าเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน พร้อมด้วยการตัดถนนในเส้นทางใหม่ ทำให้ราคาดินในย่านถนนเพชรเกษมปรับตัวอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ราคาที่ดินในย่านถนนพุทธมณฑล ก็มีการปรับตัวขึ้นอย่างติดต่อกัน โดยเฉพาะทำเลย่านศาลายา ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดบริการโดยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลศาลายา ซึ่งส่งผลให้ราคาในย่านศาลายาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นกว่า 1 เท่าตัว ทำให้ต้นทุนที่ดินของผู้ประกอบการปรับตัวเพิ่ม กับส่งผลให้ราคาบ้าน พร้อมกับทาวน์โฮมในโซนปิ่นเกล้า พร้อมด้วยราชพฤกษ์ รวมทั้งพุทธมณฑล ปรับราคาสูงตามไปด้วย

   “กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อบ้านเดี่ยวระดับ 5 ล้านบาท พร้อมกับทาวน์โฮม 2 ล้านบาทต้นๆ ที่ต้องการบ้านเดี่ยวติดถนนบรมราชชนนีต้องขยับออกมาซื้อบ้านในพื้นไกลออกไป เนื่องจากราคาบ้านในพื้นที่เลียบถนนบรมราชชนนี มีระดับราคาสูงกว่างบที่ลูกค้ามี”

จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือว่า NCH  ตัดสินใจลงทุนพัฒนาโครงการบ้านฟ้ากรีนเนอรี่ ปิ่นเกล้า-สาย 5 หลังจากที่บริษัทได้ซื้อที่ดิน จำนวน 65 ไร่ ติดถนนบรมชชนนี ใกล้กับถนนพุทธมณฑลสาย 5 เป็นแลนด์แบงก์สะสมที่ซื้อเข้ามาในช่วงปี 2555 ในราคา 4 ล้านบาทต่อไร่ กลับในปัจจุบันราคาที่ดินปรับตัวมาอยู่ที่ 8 ล้านบาทต่อไร่ ดังนี้ อีกด้วยราคาที่ดินดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินใหม่ไม่สามารถพัฒนาบ้านเดี่ยวในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 2.5ล้านบาทได้ยาก แต่เนื่องจากบริษัทได้ซื้อที่ดินเข้ามาในช่วง 2 ปีที่แล้ว ทำให้มีต้นทุนที่ดินต่ำกับสามารถพัฒนาบ้านเดี่ยวในราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท พร้อมทั้งทาวน์เฮาส์ราคา 2 ล้านบาทต้นๆ ได้

นายรังสรรค์ กล่าวว่า โครงการ “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” บริเวณพุทธมณฑลสาย 5 ถือเป็นการก้าวเข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของ เอ็น.ซี.ฯ ในโซนตะวันตกของ กทม. เป็นโครงการแรก ซึ่งภายหลังจากเปิดขายโครงการดังกล่าวปรากฏว่า ได้รับการตอบรับอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ “บ้านฟ้า” เป็นอย่างดี เพราะในเดือนแรกที่เปิดขายโครงการสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 100 ยูนิต ล่าสุด โครงการดังกล่าวมียอดขายแล้ว 220 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 760 ล้านบาท

สำหรับโครงการ “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” มีพื้นที่ 65 ไร่ มีจำนวน 466 ยูนิต แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 140 ยูนิต บ้านแฝด 118 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.9-5.1 ล้านบาท ทาวน์เฮาส์ 208 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท มูลค่ารวมโครงการกว่า 1,600 ล้านบาท

โครงการ “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” ถือว่าเป็นโครงการสุดท้ายที่ เอ็น.ซี.ฯ เปิดขายในปีนี้ ทำให้ ณ ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่อยู่ระห่างการขายรวม 12 โครงการ กับคาดหมายว่าในปี 2558 จะเปิดการขายได้ 3 โครงการ ขระเดียวกัน ในปีหน้าบริษัทก็มีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 โครงการ เพื่อให้ชดเชยโครงการที่จะปิดการขายในปีหน้าด้วย สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายแล้วกกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 2,800 ล้านบาท

“ในปี 2558 บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มอย่างน้อย 3 โครงการ ในบริเวณ กทม.-ปริมณฑล ระดับราคาประมาณ 4-5 ล้านบาทขึ้นไป นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาในต่างต่างจังหวัด ซึ่งคาดหวังในต้นปีหน้าจะเปิดโครงการคอนโดมิเนียม “ดิอามอง” เชียงใหม่ ในเฟสต่อเนื่องเพิ่ม”

นายรังสรรค์ กล่าวถึงแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ในปี 2558 ว่า จะมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีกว่าปี 2557 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ ประกอบกับการเร่งอนุมัติโครงการสาธารณูปโภค โดยเฉพาะโครงการส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ทั้งนี้ มั่นใจว่าจะในปีหน้าผู้ประกอบการจะพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น ภายหลังจากที่ชะลอการพัฒนาในช่วงปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ พร้อมทั้งขยายระบบขนส่งโดยเฉพาะรถไฟฟ้า คาดเดาว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ในส่วนกำลังซื้อเชื่อว่าจะกลับมาฟื้นตัวด้วยเช่นกัน สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ในข่วงเวลาที่เหลือของปีนี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว พร้อมทั้งหวังว่าในปี 2558 ตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้งอย่างแน่นอน สำหรับแนวโน้มราคาบ้านในปีหน้าคาดการณ์ว่าจะมีการปรับตัวขึ้น 10% จากราคาต้นทุนที่จะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    20 พฤศจิกายน 2557 17:47 น.

“ตราช้าง” พร้อมด้วย “คอตโต้” ยินดีได้รับรางวัลสุดยอดแบรนด์ประจำปี 2014 สืบเนื่อง เป็นปีที่ 2

“ตราช้าง” พร้อมกับ  “คอตโต้” ได้ปิติยินดีกัน

“ตราช้าง” พร้อมกับ “คอตโต้” ได้ปิติยินดีกันอีกครั้งด้วยรางวัลแห่งความสำเร็จที่ได้ทุ่มเทร่วมกันสร้างสรรค์แบรนด์จนได้รับรับรางวัลสุดยอดแบรนด์ประจำปี 2014 ติดต่อเป็นปีที่ 2 (Superbrands Thailand 2014) ถือเป็นรางวัลการันตีว่าเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจมากที่สุด

โดยคุณนิธิ ภัทร โชค ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-ตลาดในประเทศ ธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างหมายถึงตัวแทนรับมอบรางวัลให้กับ “ตราช้าง“ ได้รับรางวัลในชนิดแบรนด์วัสดุก่อสร้างพร้อมทั้งคุณธนนิตย์ รัตนเนนย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กระเบื้องคอตโต้ หมายถึงตัวแทนรับมอบรางวัลให้กับ “คอตโต้” ได้รับรางวัลในหมวดแบรนด์กระเบื้อง สุขภัณฑ์ พร้อมกับก๊อกน้ำ

รางวัลนี้ได้รับการคัดสรรจากคณะกรรมการซุปเปอร์แบรนด์ องค์กรอิสระที่ได้รับความนับถือในด้านมาตรฐานการประเมินคุณค่าแบรนด์สินค้า ภายใต้เกณฑ์ที่สรุปคือ ความเป็นผู้นำในตลาด ความยั่งยืนของแบรนด์ ความยอมรับในแบรนด์ ความนิยมในตัวแบรนด์ พร้อมทั้งการยอมรับโดยรวมในตลาด

โดยมี มร.ไมค์ อิงลิช ซุปเปอร์แบรนด์ กรุ๊ป ไดเร็คเตอร์ จากประเทศอังกฤษ ให้เกียรติมอบโล่รางวัล พร้อมด้วยร่วมแสดงความยินดี ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อเร็วๆ นี้

ThaiPR.net — อังคารที่ 18 พฤศจิกายน 2557 12:22:09